“โรคไตเนฟโฟรติก” ภาวะโปรตีนรั่ว

“โรคไตเนฟโฟรติก” ภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะในเด็ก

“โรคไตเนฟโฟรติก” หรือ “ภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ” เป็นโรคที่มีโปรตีนรั่วทางปัสสาวะในปริมาณมาก โปรตีนสำคัญดังกล่าวคือ อัลบูมิน ซึ่งเป็นชนิดของโปรตีนที่แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของหน่วยการกรองของไต ที่เรียกว่า โกลเมอรูลัส ในภาวะนี้ผู้ป่วยจะเกิดความผิดปกติขององค์ประกอบต่างๆ ที่ผนังหลอดเลือดฝอยของโกลเมอรูลัสและทำให้อัลบูมินและสารโมเลกุลใหญ่ต่างๆ รั่วออกมาได้มากกว่าปกติ

สาเหตุ มี 3 สาเหตุ ดังนี้

1. โรคไตเนฟโฟรติกชนิดปฐมภูมิ เกิดจากมีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุถึงสาเหตุได้อย่างชัดเจน

2. โรคไตเนฟโฟรติกชนิดทุติยภูมิ เกิดได้จากหลายๆ สาเหตุ ได้แก่ ภาวะแทรกซ้อนของโรคไตบางอย่าง ภาวะแทรกซ้อนของโรคทางระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรค SLE เป็นต้น หรืออาจจะเกิดจากผลข้างเคียงของการใช้ยาบางตัว เช่น ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยาที่ใช้ในการรักษาโรคข้ออักเสบ เป็นต้น

3. โรคไตเนฟโฟรติกที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่งอาจพบร่วมกับความผิดปกติอื่นๆ ของร่างกายได้ เช่น รูม่านตาเล็ก ความผิดปกติของอวัยวะเพศ และการบกพร่องทางการได้ยิน เป็นต้น

อาการและอาการแสดง“โรคไตเนฟโฟรติก” ภาวะโปรตีนรั่ว

เด็กจะมีอาการบวม โดยตำแหน่งที่ผู้ปกครองมักสังเกตเห็นได้บ่อย คือ บริเวณหนังตา หรือใบหน้า โดยเฉพาะเวลาหลังตื่นนอนตอนเช้า อาจพบการบวมที่ขาทั้ง 2 ข้างในช่วงระหว่างวัน เมื่อมีการลงน้ำหนักมาก ขาก็จะเริ่มบวมให้เห็น แต่ถ้าผู้ป่วยมีภาวะบวมมากก็จะตรวจพบการบวมทั้งตัวได้

อาการอื่นๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีปริมาณปัสสาวะที่ออกน้อยลง ผู้ป่วยและผู้ปกครองอาจสังเกตพบว่าปัสสาวะมีฟองมากขึ้นกว่าปกติ นอกจากนี้อาจตรวจพบภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วยในผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตลดลงอย่างมาก และผู้ป่วยโรคไตเนฟโฟรติกชนิดทุติยภูมิที่เกิดจากภาวะไตอักเสบ ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจมีเลือดปนในปัสสาวะได้ด้วย

การวินิจฉัย

การส่งปัสสาวะเพื่อตรวจหาการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะในระดับที่เรียกว่าเป็น “เนฟโฟรติก” หรือไม่ ซึ่งก็คือการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะปริมาณที่มาก โดยการตรวจที่ใช้แผ่นตรวจวัดระดับโปรตีนในปัสสาวะจะตรวจพบโปรตีนในระดับ 3+ หรือ 4+ ถ้ามีการตรวจวัดปริมาณโปรตีนในปัสสาวะที่เก็บในช่วง 24 ชั่วโมง ปริมาณโปรตีนที่ตรวจได้จะมากกว่า 40 มก./ตร.ม./ชั่วโมง หรือมากกว่า 50 มก./กก./วัน

การรักษา

ในบทความนี้จะกล่าวถึงการรักษาโรคไตเนฟโฟรติกชนิดปฐมภูมิเป็นหลัก ซึ่งมีการรักษาที่สำคัญ คือ การให้ยากดภูมิ เพราะเชื่อว่าตัวโรคเกิดจากกลไกที่มีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป

ยากดภูมิที่มักเลือกใช้เป็นลำดับแรก คือ ยาสเตียรอยด์ในขนาดที่มีความเหมาะสม โดยทั่วไปการใช้ยาสเตียรอยด์เพื่อรักษาโรคไตเนฟโฟรติกในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโรคไตเนฟโฟรติกเป็นครั้งแรก ระยะเวลาในการรักษาจะอยู่ที่ประมาณ 4-5 เดือน โดยจะค่อยๆ ลดยาสเตียรอยด์ลง ก่อนหยุดยาไป แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ คือ โปรตีนในปัสสาวะไม่หายเป็นปกติภายใน 4-8 สัปดาห์ ของการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ในขนาดที่เหมาะสม ไม่สามารถลดปริมาณของยาสเตียรอยด์ได้ หรือมีการกำเริบของโรคบ่อยครั้ง ผู้ป่วยเหล่านี้มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับยากดภูมิตัวอื่นเข้ามาเพิ่มเติม

ส่วนโรคไตเนฟโฟรติกชนิดทุติยภูมิ การรักษาก็จะมีความแตกต่างกันออกไปตามสาเหตุของโรค เช่น ในกรณีที่เกิดจากการใช้ยาบางตัว ผู้ป่วยมีความจำเป็นที่จะต้องหยุดยาตัวนั้น หรือถ้าพบว่าเกิดจากโรค SLE ซึ่งเป็นโรคที่มีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันเหมือนกัน ก็มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยากดภูมิเช่นกัน

สำหรับโรคไตเนฟโฟรติกที่เกิดจากโรคทางพันธุกรรม ส่วนใหญ่แล้วจะมีการตอบสนองต่อการรักษาที่ไม่ดี ซึ่งโดยทั่วไปจะต้องได้รับการดูแลโดยกุมารแพทย์โรคไต

การรักษาแบบประคับประคอง

โดยปกติแล้วการให้ยากดภูมิเพื่อรักษาโรคไตเนฟโฟรติกมักต้องใช้เวลาในการรอการตอบสนอง ดังนั้นในช่วงแรกของการรักษาจำเป็นต้องมีการรักษาแบบประคับประคองอย่างเหมาะสมร่วมด้วยเสมอ ที่สำคัญคือ การกำจัดเกลือ ไม่กินอาหารเค็ม และดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป ซึ่งโดยส่วนใหญ่ถ้ามีการจำกัดเกลือที่ดี ผู้ป่วยก็จะไม่มีความกระหายน้ำมากนัก

ในแง่ของการกินอาหารจำพวกโปรตีน สามารถกินโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมตามช่วงอายุของผู้ป่วยแต่ละราย และไม่แนะนำให้กินโปรตีนที่มากกว่าปกติ เพราะไม่ได้ช่วยให้อาการของโรคดีขึ้น และการกินโปรตีนที่มากเกินไปจะทำให้มีปริมาณโปรตีนที่รั่วออกมาในปัสสาวะมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดการบาดเจ็บของท่อไตฝอยได้

ในระหว่างการรักษา เนื่องจากมีการใช้ยากดภูมิ จึงต้องเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้น คนไข้จะต้องมีสุขลักษณะในการดูแลตนเองที่ดี เลือกกินอาหารที่สุกสะอาด ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสคนป่วย หรือสถานที่มีความแออัด หรือถ้าจำเป็นต้องไปในสถานที่มีคนแออัด หรือพบปะคนจำนวนมาก ก็ควรมีการป้องกันที่ดี เช่น การใส่หน้ากากอนามัย การล้างมือบ่อยๆ เป็นต้น

การพยากรณ์โรคในระยะยาว

ผู้ป่วยโรคไตเนฟโฟรติกชนิดปฐมภูมิ มีโอกาสที่โรคจะกำเริบได้ค่อนข้างบ่อย โดยมีการศึกษาพบว่าความชุกของการเป็นซ้ำของโรคอย่างน้อย 1 ครั้ง อาจมากกว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยทั้งหมด โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เริ่มการวินิจฉัยตั้งแต่ช่วงอายุน้อยกว่า 4 ปี ทั้งนี้การกำเริบของโรคมักจะเกิดขึ้นในช่วง 1 ปีแรก ภายหลังหยุดการใช้ยาสเตียรอยด์ ดังนั้นผู้ปกครองและผู้ป่วยต้องมีการเฝ้าระวังว่าเด็กมีอาการบวมกลับเป็นซ้ำอีกหรือไม่ มีปัสสาวะเป็นฟองเพิ่มขึ้นหรือไม่ หากมีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์ในทันที ขณะเดียวกันแพทย์จะต้องมีการนัดติดตามผู้ป่วยเป็นระยะๆ โดยเฉพาะในช่วงปีแรกภายหลังหยุดการใช้ยาสเตียรอยด์ เพื่อเป็นการเฝ้าระวังว่าตัวโรคมีการกำเริบซ้ำหรือไม่ และให้การรักษาได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้โรคไตเนฟโฟรติกชนิดปฐมภูมิในเด็กส่วนใหญ่มีโอกาสที่จะเกิดภาวะไตเสื่อมเรื้อรังไม่บ่อย ถ้าได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมแม้ว่าจะมีการกำเริบของโรคเกิดขึ้นได้บ่อยก็ตาม สำหรับโรคไตเนฟโฟรติกชนิดทุติยภูมิ และความผิดปกติทางพันธุกรรม มีการพยากรณ์โรคที่หลากหลายขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงที่อาจแตกต่างกัน

การป้องกัน

โรคไตเนฟโฟรติกเป็นโรคที่ไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคได้ เพราะสวนใหญ่เกิดจากความผิดปกติทางระบบภูมิคุ้มกัน หรือบางรายเป็นผลจากความผิดปกติทางพันธุกรรม แต่กรณีที่ทราบอยู่แล้วว่าเด็กเป็นโรคไตเนฟโฟรติก ในช่วงที่เด็กเกิดการเจ็บป่วย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดการกำเริบของโรคได้มากขึ้น ถ้าผู้ป่วยยังได้รับยาสเตียรอยด์ในปริมาณน้อยๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาปรับเพิ่มปริมาณยาสเตียรอยด์ชั่วคราวในช่วงที่มีอาการป่วย ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่โรคจะกำเริบได้ นอกจากนี้เด็กกลุ่มนี้ควรได้รับการดูแลสุขภาพให้ดี และสังเกตอาการต่างๆ ที่บ่งชี้ถึงการกำเริบของโรคเสมอ

ขอบคุณแหล่งที่มา : thairath.co.th


ติดตามข่าวสาร ได้ที่  : thaigoodherbal.com

สุขภาพ

“ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง” เสี่ยงมะเร็งเต้านม

“ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง” เสี่ยงมะเร็งเต้านม จริงหรือ? อ […]

Read More
UFABET สุขภาพ

“กระเพาะปัสสาวะอักเสบ” โรคอันตรายที่ชาวออฟฟิศควรระวัง

“กระเพาะปัสสาวะอักเสบ” โรคอันตรายที่ชาวออฟฟ […]

Read More
UFABET สุขภาพ

ปวดท้องแบบไหน ถึงเป็น “กระเพาะอาหารอักเสบ”

ปวดท้องแบบไหน ถึงเป็น “กระเพาะอาหารอักเสบ” ปวดท้องทีไร […]

Read More