สุขภาพ

โรคกลัว (Phobia) ปมจากอดีตที่ฝังใจหรือสารเคมีในสมองไม่สมดุล?

มนุษย์ทุกผู้ทุกคนย่อมมีความกลัว นักชีววิทยาเชื่อว่าความกลัวเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความอยู่รอด บางคนอาจจะกลัวแมลง
บางคนอาจจะกลัวสัตว์มีพิษ หรือบางคนอาจจะกลัวคนแปลกหน้า ซึ่งอาการเหล่านี้ล้วนเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์
แต่ถ้าหากเราเกิดความกลัวสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป หรือกลัวในสิ่งที่คนอื่นไม่กลัวจนกลายเป็น “โรคกลัว”
นั่นย่อมส่งผลต่อการดำเนินชีวิต และอาจก่อให้เกิดความผิดปกติทางพฤติกรรมที่อาจเป็นปัญหาได้ ดังนั้นเรามารู้จักโรคกลัวนี้ให้มากขึ้น
และเรียนรู้วิธีการที่จะอยู่ร่วมกับความกลัวโดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตเรากัน

โรคกลัว (Phobia) คืออะไร
โรคกลัว เป็นโรคที่ผู้ป่วยมักจะแสดงอาการหวาดกลัวอย่างรุนแรงต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือสถานการณ์เฉพาะ ซึ่งจะเป็นไปอย่างไร้เหตุผล
และจะกลัวเฉพาะสิ่งเร้าบางอย่างเท่านั้น เช่น โรคกลัวเจ้านาย (Bossophobia) โรคกลัวการลงโทษ (Poinephobia)
โรคกลัวที่ทำงาน (Workplace Phobia) โรคกลัวความล้มเหลว (Atychiphobia) โรคกลัวการตัดสินใจ (Decidophobia) เป็นต้น
โรคเหล่านี้ล้วนเป็นโรคที่ไม่น่ากลัวและคนทั่วไปไม่กลัวกัน ในกรณีรุนแรงไม่เพียงแค่จะมีอาการหวาดกลัวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเอ่ยถึง
หรือเห็นสิ่งที่มีความใกล้เคียงกันจะทำให้รู้สึกกลัวด้วย

สุขภาพ
ขอบคุณภาพจาก https://pixabay.com/photos/person-human-girl-child-eyes-face-1205140/

โรคกลัวเกิดขึ้นได้อย่างไร
โรคกลัวจัดเป็นโรคที่ผิดปกติทางจิตอย่างหนึ่ง ซึ่งทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่เกิดขึ้นของโรคอย่างชัดเจน
แต่เป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากปมในอดีตที่ฝังใจ หรือติดค้างอยู่ในจิตใต้สำนึกที่อาจเคยพบเจอเหตุการณ์ไม่ดีกับสิ่งนั้นมาก่อน
เช่น อาจเคยถูกตำหนิบ่อย ๆ อาจเคยมีปัญหากับที่ทำงานอย่างรุนแรง เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากความไม่สมดุลกัน
ของสารเคมีในสมอง และการถ่ายทอดทางพันธุกรรมอีกด้วย อย่างไรก็ตามสาเหตุของการเกิดโรคจะขึ้นอยู่รายบุคคลที่แตกต่างกันไป

อาการของโรคกลัว ผู้ป่วยจะเกิดอาการผิดปกติขึ้นอย่างกะทันหัน เมื่อพบกับสิ่งที่กลัว ดังนี้
1. กล้ามเนื้อตึงตัว รู้สึกชาวูบขึ้นมาทั้งตัว
2. ปวดศีรษะ
3. ใจสั่น หายใจไม่ทัน หายใจไม่ทั่วท้อง
4. มือสั่น ปากสั่น เหงื่อออก
5. อาจมีอาการรู้สึกวิงเวียน และหมดสติได้

โรคกลัวแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่
1. โรคกลัวเฉพาะอย่าง (specific phobia) เป็นโรคกลัวที่พบได้บ่อย เช่น กลัวงู แมลงสาบ ผีเสื้อ กลัวเลือด กลัวความสูง กลัวความมืด เป็นต้น
2. โรคกลัวสถานการณ์ (agoraphobia) โรคกลัวประเภทนี้ผู้ป่วยจะรู้สึกกลัวเมื่อต้องอยู่ในสถานที่หรือสถานการณ์ที่ตนคิดว่า
ไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้ ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย และไม่สบายใจ จึงทำให้ผู้ป่วยพยายามเลี่ยง และปลีกตนเองออกมาจากกลุ่มคน
3. โรคกลัวกิจกรรมทางสังคม (social phobia) ผู้ป่วยจะรู้สึกกลัว และมีอาการประหม่า เมื่อตัวเองกำลังตกเป็นเป้าสายตา
หรือตกเป็นเป้าสนใจของผู้อื่น เช่น การนำเสนอหน้าชั้นเรียน การพูดคุยกับคนแปลกหน้า เป็นต้น

วิธีรักษาโรคกลัวสามารถรักษาด้วย 2 วิธี ได้แก่
1. พฤติกรรมบำบัด (behavioral therapy) เป็นวิธีปรับความคิดที่กระตุ้นอาการกลัว โดยให้ผู้ป่วยเข้าหา เผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัว
หรือสถานการณ์ที่หวาดกลัวแบบค่อยเป็นค่อยไป (graded exposure) เพื่อสร้างความเคยชิน แม้ในช่วงแรกผู้ป่วยจะรู้สึกไม่สบายใจ
เมื่อต้องเผชิญต่อสิ่งที่กลัว แต่เมื่อใช้วิธีนี้ซ้ำ ๆ จะทำให้ผู้ป่วยเคยชิน และเกิดความกลัวลดน้อยลง
2. การรักษาด้วยยา (pharmacotherapy) แพทย์จะพิจารณากับผู้ป่วยเป็นรายบุคคล โดยแพทย์จะใช้วิธีนี้กับผู้ป่วยที่กลัวมาก
จนไม่สามารถทำพฤติกรรมบำบัดได้ ยาที่นำมาใช้ในการรักษา เช่น ยาแก้โรคซึมเศร้าบางชนิด ยาแก้โรคจิตบางชนิด เป็นต้น
เพราะการให้ยาจะช่วยให้ผู้ป่วยกลัวน้อยลง แต่วิธีนี้ไม่ทำให้โรคหายขาดได้จึงต้องทำร่วมกับการบำบัด หากผู้ป่วยประสบความสำเร็จ
ในการทำพฤติกรรมบำบัดแพทย์จะค่อย ๆ ลดยาลงจนหยุดยา

เมื่อเป็นโรคกลัวควรทำอย่างไร
1. เข้ารับการรักษา หรือกล้าที่จะเผชิญกับสิ่งที่ตัวเองกลัว
2. บรรเทาความวิตกกังวลด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การออกกำลังกายเป็นประจำ
3. สร้างเสริมสุขภาพที่ดีด้วยการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และครบ 5 หมู่
4. ติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นในสังคม ไม่แยกตัวเองออกจากสังคม

โรคกลัวจะสัมพันธ์กับสภาพจิตใจ คนที่มีอาการมานานและไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้กลายเป็นโรคซึมเศร้าได้
ดังนั้นหากพบว่าตัวเอง หรือคนรอบข้างมีอาการกลัวที่ผิดปกติควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อป้องกันการเกิดภาวะซึมเศร้า
ที่อาจเป็นปัญหาใหญ่ในเวลาต่อมา