“เชอร์รี่” ผลไม้รสหวานอมเปรี้ยว อุดมไปด้วยโพแทสเซียม

อีกหนึ่งผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่มีผลสีแดงสดสวยงาม น่ารับประทานคงต้องยกให้ เชอร์รี่ ที่มีผลทรงกลม รสชาติหวานอมเปรี้ยว อุดมไปด้วยโพแทสเซียมและวิตามินซี เพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย ช่วยให้การนอนหลับมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยสีสันที่สดใสของเชอร์รี่ จึงถูกนำไปเป็นส่วนประกอบของขนมหวานหลากหลายเมนู ซึ่งรสชาติที่ได้ก็จะเปรี้ยวอมหวาน อร่อยลงตัวอย่างมากเลยค่ะ และวันนี้เรามีประโยชน์จากเชอร์รี่จะมาบอกกล่าวสำหรับคนรักสุขภาพกันค่ะ

เชอร์รี่ (Cherry) เป็นผลไม้รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีลักษณะเป็นลูกสีแดงเข้ม ทรงกลม เป็นผลไม้เมืองหนาวที่มักปลูกในทวีปยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย ประโยชน์ของเชอร์รี่คือ มีวิตามินซีและโพแทสเซียมสูง กินแล้วผิวพรรณดีและช่วยให้กล้ามเนื้อยืดหดตัวได้ดีอีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังต่างๆ ประเภท มะเร็ง หัวใจ เบาหวาน เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะมาก และไฟเบอร์ที่ได้จากการกินเชอร์รี่ก็ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย ลดการสะสมของไขมันได้ด้วยนะคะ แม้เชอรี่จะเป็นผลไม้ที่ค่อนข้างปลอดภัยต่อสุขภาพของทุกคน แต่หากรับประทานแล้วเกิดความผิดปกติต่อร่างกายควรหยุดรับประทานและไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยรวมถึงรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

ขอบคุณภาพจาก : https://www.freepik.com/topntp26

10 ประโยชน์ของเชอร์รี่

1.เพิ่มพลังงานของคุณได้อย่างที่คาดไม่ถึง
การกินเชอร์รี่ช่วยเพิ่มระดับพลังงานของคุณได้อย่างไม่น่าเชื่อ ในเชอร์รี่มีน้ำตาลจากธรรมชาติที่ช่วยเพิ่มอารมณ์และเพิ่มระดับพลังงานของคุณอีกด้วย

2.ช่วยให้คุณนอนหลับได้อย่างสบายมากขึ้น
หากคุณมีปัญหากับการนอนหลับ หลับยาก พลิกตัวไปมาหลายตลบ นับแกะก็แล้ว ก็ยังนอนไม่หลับ ขอบอกไว้เลยว่าการกินเชอร์รี่อย่างสม่ำเสมอช่วยคุณได้อย่างแน่นอน เชอร์รี่มีเมลาโทนิที่ช่วยให้การนอนหลับดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

3.ดีสำหรับดวงตาของคุณ
อีกเหตุผลที่ควรจะกินเชอร์รี่ทุกวันเพราะเชอร์รี่เป็นผลไม้ที่ดีสำหรับดวงตาของคุณ เชอร์รี่มีวิตามินมากมายและยังมีเบต้าแคโรทีที่ช่วยส่งเสริมวิสัยทัศน์ที่ดีและให้ทำให้ดวงตาของคุณมีสุขภาพดีขึ้นอีกด้วย

4.ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้
คุณรู้ไหมว่าโดยการกินเชอร์รี่เป็นประจำคุณสามารถต่อสู้กับโรคมะเร็งบางชนิดได้ เชอร์รี่เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพที่ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งทั้งยังช่วยในเรื่องการเกิดริ้วรอยทำให้ชะลอความแก่ได้ด้วย

ขอบคุณภาพจาก : https://pixabay.com/th/users/congerdesign-509903/

5. ช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น
เชอร์รี่มีปริมาณเส้นใยสูงจึงช่วยปรับปรุงระบบการย่อยอาหารของคุณและช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลของคุณได้อีกด้วย

6.ลดอาการปวม และบรรเทาอาการปวด
เชอร์รี่ผลไม้สีสวยที่มีแอนโทไซยานิน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน และสามารถช่วยลดอาการปวดและบวมได้เป็นอย่างดี ทั้งยังช่วยป้องกันและรักษาโรคเกาต์ อาการข้ออักเสบปวดบวมตามข้อ ได้มากถึง 37% หากรับประทานต่อเนื่องเป็นประจำ และหากคุณมีอาการปวดข้ออักเสบลองกินเชอร์รี่เข้าไปแทนการกินยาและลองสังเกตว่ามันเหมาะกับคุณหรือไม่

7.ช่วยป้องกันการปวดกล้ามเนื้อ
แม้ว่ากล้วยจะมีโพแทสเซียมสูงแต่คุณไม่ชอบที่จะกินมันเลย เชอร์รี่เป็นนอีกทางลือกหนึ่ง คุณสามารถรับโพแทสเซียมจากเชอร์รี่ได้เหมือนกัน โพแทสเซียมจะช่วยลดและป้องกันการปวดกล้ามเนื้อ นอกจากนี้น้ำเชอร์รี่ยังอาจช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนอีกด้วย

8.ความจำดี บำรุงสมองของคุณ
หากคุณรู้สึกหล งๆ ลืม ๆ เชอร์รี่สามารถช่วยให้ความจำของคุณดีขึ้น เรียกได้ว่าเชอรี่เป็นอาหารของสมองเลยก็ว่าได้ ดังนั้นเมื่อสมองรู้สึกเมื่อล้า คิดอะไรไม่ได้ลองหยิบเชอร์รี่มากินเพื่อจะช่วยให้สมองของคุณดีขึ้นได้

ขอบคุณภาพจาก : https://pixabay.com/th/users/165106-165106/

9.ดีสำหรับหัวใจของคุณ
เชอร์รี่ถือเป็นผลไม้หรืออาหารที่ดีสำหรับหัวใจของคุณ เชอร์รี่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ยังไม่สายเกินไปที่คุณจะจะเริ่มต้นดูแลสุขภาพหัวใจของคุณให้แข็งแรงได้ด้วยเชอร์รี่

10.ช่วยลดอาการอักเสบ
หนึ่งในประโยชน์ด้านสุขภาพที่สำคัญที่สุดของเชอร์รี่คือ ช่วยลดอาการอักเสบได้เป็นอย่างดี ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับนักวิ่งและนักกีฬาที่อาจจะปวดเนื้อเมื่อยตัว ได้รับบาดเจ็บหลังจากการออกกำลังกายหรือกิจกรรมหนักๆ เช่นเดียวกับสำหรับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ ถ้าคุณกำลังทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวด ให้ลองดื่มน้ำผลไม้เชอร์รี่ วันละ 3 ครั้งจะช่วยให้คุณดีขึ้นอย่างแน่นอน

สุดบยอดประโยชน์จริง ๆ ค่ะสำหรับเชอร์รี่ ที่เรียกได้ว่าเป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่อดุมไปด้วย โพแทสเซียมและวิตามินซีอยู่เป็นจำนวนมาก ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ใสเปล่งปลั่ง เป็นผลไม้รสอร่อยที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ผลสวยน่ารับประทาน ทานแล้วไม่อ้วน แถมดีต่อสุขภาพอย่างมาก บำรุงสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ ได้อีกด้วยนะคะ

ขอบคุณแหล่งที่มา : www.sgethai.com, www.thairath.co.th