วิธีการปลูกผักเคล หรือคะน้าใบหยิกในบ้านที่มีพื้นที่จำกัด

หากพูดถึงพืชผักใบเขียวในเมืองไทยก็มี ผักหลายชนิดให้เราได้เลือกรับประทานกัน และวันนี้เรามีผักใบเขียวอีกหนึ่งชนิดมาแนะนำคือ เคล คะน้าเคล หรือคะน้าใบหยิก (Curl Leaf Kale) เป็นผักกินใบยอดฮิตที่ใคร ๆ ต่างก็อยากปลูกประดับสวนครัว โดยเฉพาะในกลุ่มคนรักสุขภาพ ไม่ว่าจะปลูกในกระถางก็ดีหรือปลูกลงแปลงก็งาม เนื่องจากเป็นผักที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ จนได้ชื่อว่าเป็นราชินีแห่งผักใบเขียว 

เคล หรือ คะน้าเคล จัดเป็นพืชผักในวงศ์ Brassicaceae เช่นเดียวกับคะน้า กะหล่ำปลี บร็อคโคลี่ และกะหล่ำดอก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brassica oleracea L. Acephala group มีทั้งแบบใบหยิกสีเขียว ใบหยิกสีม่วงถึงแดง ใบยาวสีเขียว และใบยาวสีม่วงถึงน้ำตาล แม้เคลเป็นผักต่างประเทศ แต่มีหลายสายพันธุ์ที่เติบโตได้ดีและให้ผลผลิตงามในเมืองไทยบ้านเรา สามารถปลูกได้ตลอดปี สำหรับมือใหม่ที่อยากลองปลูกเคลเพื่อรับประทานเอง แบบไม่ต้องพึ่งสารเคมี ก็สามารถมีผักดี ๆ ให้เก็บกินได้ทุกวัน หรืออยากปลูกขายสร้างรายได้เสริม เรามีเทคนิคดี ๆ มาฝากค่ะ

ขอบคุณภาพจาก: https://pixabay.com/th/users/atrix9-11387251/

วิธีการปลูกและการดูแลเคล 

เรานิยมปลูกเคลในกระถาง ดังนั้นไม่ว่าจะมีพื้นที่แค่ระเบียงคอนโด ที่ว่างข้างบ้านหรือหน้าบ้าน ขอเพียงมีแสงแดดส่องถึงบ้างก็สามารถปลูกเคลไว้รับประทานเองได้ การปรุงดินปลูกก็ไม่ยุ่งยาก สามารถนำดินที่มีอยู่มาผสมกับปุ๋ยคอก เช่น

– ดินร่วนผสมกับปุ๋ยคอก อัตรา 3 ต่อ 1

– ดินเหนียวผสมกับปุ๋ยคอก อัตรา 1 ต่อ 1

– ดินปลูกบรรจุถุงที่จำหน่ายในท้องตลาด ควรเลือกใช้ดินใบก้ามปูหรือดินขุยไผ่ แล้วนำมาผสมกับปุ๋ยคอก อัตรา 3 ต่อ 1

– ดินปลูกบรรจุถุงที่มีส่วนผสมของขุยมะพร้าวและขี้เถ้าแกลบมาก แนะนำให้ผสมกับปุ๋ยคอก อัตรา 2 ต่อ 1

หมักดินทิ้งไว้ 15-30 วัน ก่อนนำมาใช้ปลูก

คะน้าเคล เป็นผักที่ปลูกและดูแลง่ายคล้ายผักในตระกูลคะน้าที่เราคุ้นเคยกัน ต้องการแสงแดดตลอดวัน และให้น้ำสม่ำเสมอ เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ดินร่วนปนทราย หรือดินร่วนปนเหนียวที่ระบายน้ำและอากาศดี มีปริมาณอินทรียวัตถุเพียงพอ

ขอบคุณภาพจาก: https://pixabay.com/th/users/ulleo-1834854/

การปลูกเคลในกระถาง ควรปลูกในกระถางขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10-15 นิ้ว กระถางละ 1 ต้น รดน้ำวันละ 2 ครั้ง และใส่ปุ๋ยอินทรีย์ (ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก) กระถางละ 20 กรัม ทุก 30 วัน การพรวนดินบ่อย ๆ จะช่วยให้ต้นเคลเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น สำหรับแมลงศัตรูที่สำคัญที่พบ ได้แก่ เพลี้ยอ่อนและเพลี้ยแป้ง สามารถฉีดพ่นน้ำบริเวณใต้ใบในช่วงเวลากลางวัน เพื่อรักษาความชื้นในทรงพุ่ม จะช่วยป้องกันเพลี้ยได้ หรือป้องกันกำจัดแมลงศัตรูด้วยสารชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อราเมธาไรเซียมและบิวเวอเรีย

การเพาะเมล็ดเคลนั้นทำได้ไม่ยาก อาจใช้วิธีหยอดหรือหว่านเมล็ดลงแปลงปลูกเลยก็ได้ แต่ส่วนมากนิยมเพาะเมล็ดในถาดหลุมโดยใช้พีทมอสเป็นวัสดุเพาะ หยอดเมล็ดลงหลุมละ 2 เมล็ด รดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นนำถาดเพาะเมล็ดไปวางไว้ในที่ร่มนาน 2-3 วัน รดน้ำเช้า-เย็น ใช้เวลาประมาณ 3-7 วันเมล็ดจะเริ่มงอก หลังจากเมล็ดงอกมีใบเลี้ยงโผล่ขึ้นมา ให้ย้ายถาดเพาะไปวางในที่ที่ได้รับแสง 100 เปอร์เซ็นต์ และรดน้ำวันละ 2-3 ครั้ง เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 1-3 ใบ ให้ตัดต้นออกเหลือหลุมละ 1 ต้น แล้วย้ายปลูกลงแปลงหรือลงกระถางเมื่อต้นกล้ามีอายุ 15-18 วัน หากปลูกลงแปลงให้เพิ่มธาตุอาหารโดยใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในอัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อตารางเมตร คลุกเคล้ากับดิน แล้วหมักทิ้งไว้ 15-30 วันก่อนลงปลูกก็ได้

ขอบคุณภาพจาก: https://pixabay.com/th/users/u_n0jp4jlq-9663210/

การปลูกในแปลงนิยมใช้ระยะปลูก 50 x 50 เซนติเมตร ยิ่งระยะปลูกมากก็ยิ่งดีเพราะเคลค่อนข้างโตเร็วและมีทรงพุ่มกว้าง อีกทั้งการปลูกระยะห่างจะช่วยป้องกันโรคและแมลงศัตรูได้ดี นอกจากนี้ควรรดน้ำวันละ 2 ครั้ง และใส่ปุ๋ยอินทรีย์ (ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก) เพื่อเพิ่มธาตุอาหารทุก 30 วัน

การปลูกเคลแม้จะเป็นผักต่างประเทศ แต่มีหลายสายพันธุ์ที่เติบโตได้ดีและให้ผลผลิตงามในเมืองไทยบ้านเรา สามารถปลูกได้ตลอดปี แต่จะโตได้ไว มีทรงพุ่มสวยสมบูรณ์ ใบหยิกฟูและมีสีจัดมากที่สุดในช่วงหน้าหนาวนอกจากนี้เคลยังถือเป็นสุดยอดของอาหาร หรือ “Super Food” เนื่องจากเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยวิตามิน นิยมรับประทานสดเป็นสลัดและทำเครื่องดื่มสมู้ตทีเพื่อสุขภาพ การปลูกเคลในบ้านยังช่วยทำให้เรามีผักไว้กินเองโดยไม่ต้องไปซื้อ แถมยังได้ผักที่สดใหม่น่ารับประทานและช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้บ้านมีมุมพักผ่อนได้อีกด้วยคะ

ขอบคุณแหล่งที่มา: https://www.baanlaesuan.com