สุขภาพ

รู้จักโรค ท้องเสีย “โนโรไวรัส” ที่ระบาดช่วงหน้าหนาว

ช่วงนี้นอกจากเรื่องโควิด ที่ทำให้ทุกคนหวาดกลัว และระแวงว่าตัวเองจะติดเชื้อหรือไม่
ในตอนนี้มีข่าวเพิ่มเติมมาอีก 1 โรค ที่เพิ่มความกังวลมากขึ้นนั่นก็คือโรคท้องเสียโนโรไวรัส

โนโรไวรัส เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคติดต่อจากคนสู่คน สามารถติดต่อได้ง่ายโดยสัมผัสทางอาหาร น้ำดื่ม
และติดต่อทางอากาศ การหายใจได้ เช่น การหายใจใกล้กับผู้ป่วยที่อาเจียน การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อน
โดยเฉพาะอาหารที่ปรุงไม่สุก เช่น อาหารทะเล ผัก ผลไม้สดที่ล้างไม่สะอาด รวมถึงการสัมผัสผู้ป่วยโดยตรง หรือสิ่งของที่มีเชื้ออยู่

เชื้อโนโรไวรัส พบว่ามีการระบาดในช่วงฤดูหนาว และที่ทำให้เชื้อนี้แพร่กระจายได้ง่าย และรุนแรง เพราะเป็นเชื้อที่มีความทนทาน
ต่อสภาพแวดล้อม ทนความร้อนได้มากถึง 60 องศาเซลเซียส ทนต่อน้ำยาฆ่าเชื้อ และอยู่รอดบนผิววัตถุต่างๆ ได้นานหลายวัน
“โรคท้องเสีย โนโรไวรัส” กำลังระบาดอย่างมากในภาคตะวันออกในตอนนี้ ควรสังเกตและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
เพราะเป็นโรคที่สามารถติดต่อได้เป็นวงกว้าง หรือคนรอบข้างได้

สุขภาพ
ขอบคุณรูปภาพจาก https://pixabay.com/vectors/stomach-pain-stomachache-6615937/

โรคท้องเสีย หรือเรียกกันว่าโรคโนโรไวรัส มีชื่อเดิมว่า นอร์วอล์ค เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร
ไวรัสชนิดนี้ระบาดได้ง่ายและรวดเร็วแม้ร่างกายได้รับเชื้อในปริมาณเพียงเล็กน้อย ที่สำคัญทนต่อความร้อนและน้ำยาฆ่าเชื้อต่าง ๆ ได้ดี
การติดเชื้อไวรัสชนิดนี้จะเกิดขึ้นจากการรับประทานอาหาร น้ำดื่มที่มีเชื้อนี้ปนเปื้อน หรือผ่านการสัมผัสกับพื้นผิวที่มีการปนเปื้อน
เช่น จาน ชาม ช้อน ไวรัสตัวนี้จะใช้ระยะเวลาในการฟักตัวสั้นประมาณ 12 – 48 ชั่วโมง และในการแพร่กระจายเชื้อ

การติดต่อของโรคเชื้อโนโรไวรัส ติดต่อได้ง่ายในสภาพอากาศเย็น และทำให้เกิดโรคทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ไวรัสนี้พบระบาดได้มากในฤดูหนาว
– รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโนโรไวรัส พบบ่อยในน้ำดื่ม น้ำแข็ง ผักผลไม้สด หอยนางรม เป็นต้น
– เด็กจับหรือสัมผัสกับสิ่งของที่มีเชื้อโนโรไวรัสแล้วเอานิ้วเข้าปาก

อาการที่พบบ่อยหากได้รับเชื้อโนโรไวรัสภายใน 24 – 48 ชั่วโมง ได้แก่
– ถ่ายเหลวเป็นน้ำ
– ปวดท้อง
– คลื่นไส้
– อาเจียน
– ปวดศีรษะ
– มีไข้ บางรายอาจจะมีไข้อยู่ 1 ถึง 3 วัน
– ปวดเมื่อยตามร่างกาย
– อ่อนเพลีย

การรักษา
เมื่อร่างกายติดเชื้อโนโรไวรัสจะมีอาการอาเจียน ไข้ไม่สูงมาก ปวดท้อง ท้องเสีย แต่สามารถหายได้เอง แนะนำให้ผู้ปกครอง
หรือครู อาจารย์รีบพาเด็ก ๆ มาพบแพทย์ เนื่องจากบางรายมีอาการขาดน้ำต้องให้น้ำเกลือ
หรือนอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการอย่างน้อย 2 – 3 วันสัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง

วิธีป้องกัน ดูแลใส่ใจเรื่องความสะอาด เพราะเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันการติดเชื้อโนโรไวรัส
– ก่อนรับประทานหรือหยิบจับอาหารและหลังเข้าห้องน้ำต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง
– การล้างมือให้สะอาดต้องล้างด้วยน้ำสบู่ โดยให้น้ำไหลผ่านไม่ต่ำกว่า 15 วินาที
– ดื่มน้ำที่สะอาด เลือกรับประทานอาหารที่สุก สะอาด สดใหม่
– เลี่ยงการหยิบจับหรือทำอาหารให้ผู้อื่น
– ใช้ช้อนกลางหากต้องรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน รวมถึงยังไม่มียาที่กำจัดเชื้อไวรัสชนิดนี้โดยเฉพาะ จึงควรดูแลตัวเองและคนรอบข้างให้ดี
โดยเฉพาะเด็กเล็กที่กำลังเจริญเติบโต เพราะจะมีการติดเชื้อได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ การดูแลเรื่องของความสะอาดทั้งงานบ้าน
และงานครัว คุณจะสามารถป้องกันตัวเองและคนสำคัญของคุณได้เช่นกัน